ความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างไทยกับเมียนมา

เมียนมา

ความสัมพันธ์ทวิภาคีกับไทย

ภาพรวม

         ไทยและเมียนมาสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2491 ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศอยู่ในระดับดีมาก ทั้งในระดับรัฐบาล กองทัพ ภาคเอกชน และประชาชน โดยเมื่อปี 2561 ไทยและ เมียนมาฉลองครบรอบ 70 ปีของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต และได้ยกระดับสถานะความสัมพันธ์เป็น หุ้นส่วนยุทธศาสตร์โดยธรรมชาติ (Natural Strategic Partnership) ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเป็นประเทศเพื่อนบ้านใกล้ชิดที่มีความท้าทายและโอกาสในการส่งเสริมผลประโยชน์แห่งชาติร่วมกัน 

กลไกความร่วมมือทวิภาคีที่สำคัญ

1. คณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคี (Thailand-Myanmar Joint Commission on Bilateral Cooperation – JC) มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองฝ่ายเป็นประธานร่วม

2. คณะกรรมการระดับสูง (High-Level Committee – HLC) เป็นกลไกความร่วมมือด้านการทหาร และความมั่นคง มีผู้บัญชาการทหารสูงสุดของทั้งสองฝ่ายเป็นประธานร่วม

3. คณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee – RBC) มีแม่ทัพภาคที่ 3 และผู้บัญชาการสำนักปฏิบัติการพิเศษที่ 4 ของเมียนมาเป็นประธานร่วม เพื่อส่งเสริมความร่วมมือและแก้ไขปัญหา ที่ส่งผลต่อความสงบเรียบร้อยบริเวณชายแดน

4. คณะกรรมการเขตแดนร่วม (Joint Boundary Committee – JBC) เป็นกลไกหารือประเด็นเขตแดนของทั้งสองประเทศ ฝ่ายไทยมีผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นประธาน ฝ่ายเมียนมามีปลัดกระทรวงการต่างประเทศเป็นประธาน

5. คณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่น (Township Border Committee – TBC) มีทั้งหมด 5 แห่ง ตามแนวชายแดนไทย - เมียนมา ได้แก่ (1) อ.แม่สาย จ.เชียงราย (2) อ.เมืองแม่ฮ่องสอน จ.แม่ฮ่องสอน (3) อ.แม่สอด จ.ตาก (4) อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี และ (5) อ.เมืองระนอง จ.ระนอง มีผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่เกี่ยวข้องของไทยและผู้บังคับกองพันที่เกี่ยวข้องของเมียนมาเป็นประธานร่วม เพื่อส่งเสริมความร่วมมือและแก้ไขปัญหาที่ส่งผลต่อความสงบเรียบร้อยบริเวณชายแดนในระดับท้องถิ่น โดยทั้งสองฝ่ายมีการประชุมร่วมกันอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี

6. กลไกด้านความร่วมมือการค้า ประกอบด้วย (1) คณะกรรมาธิการร่วมด้านการค้า (Joint Trade Commission – JTC) และ (2) คณะกรรมการร่วมด้านการค้าชายแดน (Joint Committee on Border Trade – JBTC)

ด้านการเมือง

ที่ผ่านมา ผู้นำระดับสูงของทั้งสองประเทศได้แลกเปลี่ยนการเยือนและหารือร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ไทยและเมียนมามีความร่วมมือทวิภาคีครอบคลุมทุกมิติและมีความคืบหน้าอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา ทั้งด้าน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การปราบปรามยาเสพติด การป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ การแก้ไขปัญหาแรงงานผิดกฎหมาย การส่งเสริมการค้าการลงทุน ประเด็นด้านเขตแดน และการส่งผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมากลับประเทศ ซึ่งสะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดและความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกันของทั้งสองประเทศได้เป็นอย่างดี

ไทยสนับสนุนเมียนมาในการปฏิรูปประเทศและเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตย ซึ่งเมียนมามีกำหนดจัดการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนพฤศจิกายน 2563 การสร้างความปรองดองกับกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมกระบวนการสันติภาพของเมียนมา ตลอดจนการแก้ไขสถานการณ์รัฐยะไข่ ซึ่งถือเป็นความท้าทายสำคัญของเมียนมา  ทั้งนี้ การดำเนินการของไทยในเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความสะดวกใจของเมียนมาเป็นสำคัญ 

ด้านเศรษฐกิจ

การค้า 

          ในปี 2562 เมียนมาเป็นคู่ค้าอันดับที่ 19 ของไทยในโลกและเป็นอันดับ 7 ในอาเซียน โดยมีมูลค่าการค้ารวม 7,610.20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ลดลงร้อยละ 0.39) ซึ่งไทยได้ดุลการค้า 1,118.31 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการส่งออก 4,364.25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และการนำเข้า 3,245.94 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ ทั้งสองประเทศตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มมูลค่าการค้าเป็น 2 เท่าภายในปี 2565 (จากมูลค่าการค้าในปี 2560)

การลงทุน   

          ไทยได้รับอนุมัติการลงทุนจากทางการเมียนมา (Approved Amount) ตั้งแต่ปี 2532 - มีนาคม 2563 คิดเป็น 11,364.768 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 13.44 ของการลงทุนสะสมจากต่างประเทศทั้งหมด   ถือเป็นอันดับ 3 รองจากสิงคโปร์และจีน โดยมีการลงทุนจริงแล้ว 4,213.571 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (Existing Enterprise) คิดเป็นร้อยละ 6.07 ของการลงทุนจริงสะสมจากต่างประเทศทั้งหมด ถือเป็นอันดับ 4 รองจากสิงคโปร์ จีนและฮ่องกง สาขาการลงทุนของไทยในเมียนมาที่สำคัญที่สุด คือ น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ คิดเป็นสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 55.22 ของการลงทุนของไทยในเมียนมาทั้งหมด รองลงไป ได้แก่ ภาคการผลิต การขนส่งและสื่อสาร อสังหาริมทรัพย์ การท่องเที่ยวและโรงแรม

          ไทยและเมียนมามีความตกลงเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม 2551 และความตกลงเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงรัษฎากรในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2554

การท่องเที่ยว   

          เมื่อปี 2562 ชาวเมียนมาเดินทางมาท่องเที่ยวในไทยรวม 376,368 คน (สูงเป็นลำดับที่ 21 เมื่อเทียบกับนักท่องเที่ยวจากประเทศอื่น) เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.2 จากปี 2561 โดยไทยเป็นจุดหมายปลายทางในการจับจ่ายซื้อของและรักษาสุขภาพของชาวเมียนมา และชาวไทยเดินทางไปท่องเที่ยวเมียนมา รวม 229,852 คน เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ร้อยละ 2 โดยสูงเป็นลำดับที่ 2 รองจากจีน ทั้งนี้ เมียนมาเป็นที่นิยมของชาวไทยในฐานะที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางศาสนา วัฒนธรรม และธรรมชาติอันบริสุทธิ์  

ด้านอื่นๆ

ด้านพลังงาน 
ไทยและเมียนมามีกลไกคณะทำงานร่วมด้านพลังงานและไฟฟ้าไทย – เมียนมา ประเด็นความร่วมมือด้านพลังงานที่สำคัญ อาทิ 
ก๊าชธรรมชาติและเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำ โดยไทยนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากเมียนมา เพื่อนำมาใช้ผลิตไฟฟ้าในไทยคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 16 
จากแหล่งผลิตสำคัญ คือ แหล่ง Yadana  แหล่ง Yetagun และแหล่ง Zawtika  

ความเชื่อมโยง  
ไทยและเมียนมามีจุดผ่านแดนถาวร 6 จุด ได้แก่ (1) อ.แม่สาย จ.เชียงราย - จ.ท่าขี้เหล็ก รัฐฉาน ณ สะพานมิตรภาพไทย - เมียนมา
ข้ามแม่น้ำสาย แห่งที่
1 (2) อ.แม่สาย จ.เชียงราย - จ.ท่าขี้เหล็ก รัฐฉาน ณ สะพานมิตรภาพไทย - เมียนมา ข้ามแม่น้ำสาย แห่งที่ 2 (3) อ.แม่สอด จ.ตาก - จ.เมียวดี รัฐกะเหรี่ยง ณ สะพานมิตรภาพไทย - เมียนมา ข้ามแม่น้ำเมย/ตองยิน แห่งที่ 1 (4) อ.แม่สอด จ.ตาก - จ.เมียวดี รัฐกะเหรี่ยง ณ สะพานมิตรภาพไทย - เมียนมา ข้ามแม่น้ำเมย/ตองยิน แห่งที่ 2 (5) บ้านพุน้ำร้อน อ.เมือง จ.กาญจนบุรี - บ้านทิกิ ภาคตะนาวศรี และ (6) อ.เมือง จ.ระนอง - จ.เกาะสอง ภาคตะนาวศรี

นอกจากนี้ ไทยและเมียนมายังมีจุดผ่อนปรนพิเศษ 1 จุด คือ ด่านสิงขร อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ - บ้านมอต่อง จ.มะริด ภาคตะนาวศรี 
จุดผ่านแดนชั่วคราว (เพื่อการท่องเที่ยว) 1 จุด คือ ด่านพระเจดีย์สามองค์ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี - เมืองพญาตองซู รัฐกะเหรี่ยง
และจุดผ่อนปรนการค้าชายแดน
  13 จุด ที่ จ.เชียงราย จ.เชียงใหม่ จ.แม่ฮ่องสอน และ จ.ระนอง 

          ไทยให้ความสำคัญกับการพัฒนาเส้นทางคมนาคมตามแนวชายแดนเชื่อมโยงกับเมียนมา โดยเฉพาะตามแนวระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก - ตะวันตก (East-West Economic Corridor – EWEC) และแนวระเบียงเศรษฐกิจตอนใต้ (Southern Economic Corridor – SEC) ตลอดจนถนนสามฝ่ายไทย - เมียนมา - อินเดีย (Trilateral Highway) ซึ่งเป็นช่องทางขนส่งสินค้าและการเดินทางของประชาชนที่สำคัญของไทยและเมียนมา รัฐบาลไทยได้ให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาถนนและสะพานในเมียนมาเพื่อส่งเสริมการเชื่อมโยงอย่างไร้รอยต่อจากเวียดนาม สปป.ลาว ไทย เมียนมา รวมทั้งจีนและอินเดีย                    

          การพัฒนาเส้นทาง EWEC เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2558 นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี (ขณะนั้น) และนายญาณ ทุน รองประธานาธิบดีเมียนมาเป็นประธานร่วมในพิธีส่งมอบถนนช่วงเมืองเมียวดี - เชิงเขาตะนาวศรี - กอกะเร็ก ซึ่งเป็นความช่วยเหลือแบบให้เปล่าจากรัฐบาลไทย เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2562 พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และนางออง ซาน ซู จี ที่ปรึกษาแห่งรัฐเมียนมา ได้เป็นประธานร่วมในพิธีฉลองความสำเร็จการก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย - เมียนมา ข้ามแม่น้ำเมย/ตองยิน แห่งที่ 2 ซึ่งรัฐบาลไทยให้การสนับสนุน เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2562 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการก่อสร้างเมียนมาได้ร่วมลงนามในความตกลงว่าด้วยการบริหาร การบำรุงรักษา และการใช้สะพานฯ ที่กรุงเนปยีดอ
และล่าสุด เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2562 ทั้งสองฝ่ายได้ร่วมเป็นประธานในพิธีเปิดใช้สะพานมิตรภาพไทย - เมียนมา ข้ามแม่น้ำเมย/ตองยิน แห่งที่ 2 อย่างเป็นทางการ
                     

          การพัฒนาเส้นทาง SEC ที่ผ่านมา ไทยและเมียนมาได้ร่วมกันขับเคลื่อนโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย (Dawei Special Economic Zone – DSEZ) เมืองทวายในภาคตะนาวศรี ซึ่งจะพัฒนาท่าเรือน้ำลึกและเขตเศรษฐกิจพิเศษที่เป็นประตูสู่ฝั่งทะเลอันดามันและเชื่อมโยงเข้ากับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor EEC) ตามแนวเส้นทาง SEC

          ความร่วมมือด้านแรงงาน
           ปัจจุบัน มีแรงงานเมียนมาเข้ามาทำงานในประเทศไทยประมาณ 2.4 ล้านคน โดยเป็นแรงงานที่ทำงานในประเทศไทยอย่างถูกกฎหมาย จำนวน 1.9 ล้านคน ซึ่งไทยและเมียนมาได้ร่วมมือกันนำแรงงานเมียนมาที่ทำงานในประเทศไทยเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สัญชาติแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2561 ไทยอยู่ระหว่างการต่ออายุแรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติที่ระยะเวลาการอนุญาตให้ทำงานในประเทศไทยกำลังจะสิ้นสุดลง ให้สามารถพำนักอยู่และทำงานในไทยได้ต่อไปอีก 2 ปีโดยไม่ต้องเดินทางกลับประเทศ ทั้งนี้ ที่ผ่านมา ไทยและเมียนมาพยายามส่งเสริมการนำเข้าแรงงานเมียนมาให้สามารถเข้ามาทำงานในประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ตามความตกลงว่าด้วยการจ้างงานและบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงาน เพื่อให้แรงงานเมียนมาได้รับสิทธิ สวัสดิการ และการคุ้มครองตามกฎหมายไทยเช่นเดียวกับแรงงานไทย 

          ความตกลงว่าด้วยการจ้างงานที่สองฝ่ายจัดทำร่วมกันเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2559 หมดอายุลงเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2561 แต่ยังมีผลบังคับใช้ไปพลางก่อนระหว่างรอดำเนินการตามกระบวนการภายในเพื่อลงนามความตกลงฉบับใหม่ โดยทั้งสองฝ่ายตกลงให้ปรับเพิ่มข้อกำหนดการตรวจสุขภาพและตรวจสอบประวัติอาชญากรรมแรงงานเมียนมาก่อนเดินทางเข้ามาทำงานในประเทศไทย และการสนับสนุนให้มีการจ้างงานในภาคการเกษตรในระยะสั้น
 (น้อยกว่า 2 ปี) ในความตกลงฯ ฉบับใหม่  ทั้งนี้ ที่ผ่านมาทั้งสองฝ่ายได้ร่วมหารือเกี่ยวกับการจ้างแรงงานเมียนมาในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง นำโดยอธิบดีกรมการจัดหางานและอธิบดีกรมแรงงานของเมียนมา โดยเมียนมาได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับวิชาการไทย - เมียนมาด้านการจ้างแรงงาน
เมียนมาที่กรุงเนปยีดอ ระหว่างวันที่ 13 - 14
มกราคม 2563

          ความร่วมมือเพื่อการพัฒนา 
          ไทยส่งเสริมบทบาทการเป็นหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนากับเมียนมาผ่านการดำเนินงานของกรมความร่วมมือระหว่างประเทศและหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้องเพื่อร่วมสนับสนุนการพัฒนาประเทศและการปฏิรูปของเมียนมาในสาขาที่สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศของเมียนมาและที่ไทยมีความเชี่ยวชาญ โดยดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2504 ทั้งในรูปแบบของการให้ทุนฝึกอบรมและทุนการศึกษา การส่งอาสาสมัครเพื่อนไทย ตลอดจนการดำเนินโครงการพัฒนาในเมียนมา เช่น การพัฒนาแผนกฉุกเฉินโรงพยาบาลทวาย การพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนบนพื้นฐานการประยุกต์ใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในรัฐยะไข่ รัฐกะเหรี่ยง รัฐมอญ รัฐคะยาและ  ภาคตะนาวศรี ทั้งสองฝ่ายได้ร่วมจัดทำแผนการให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาไทย - เมียนมา ระยะ 3 ปี (ปี 2562 - 2564) ครอบคลุมสาขา (1) การเกษตร  (2) การศึกษา (3) สาธารณสุข (4) การพัฒนาเศรษฐกิจและการเงิน และ (5) การพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน

ที่ผ่านมา ไทยให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่เมียนมาในกรณีต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง อาทิ เหตุการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ในเมียนมาเมื่อปี 2558 การแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสไคโรนา 2019 ในปี 2563 และสถานการณ์รัฐยะไข่ที่กำลังดำเนินอยู่ในปัจจุบัน โดยตั้งแต่ปี 2558 ประเทศไทยให้ความช่วยเหลือเพื่อบรรเทาสถานการณ์รัฐยะไข่ในเมียนมาและบังกลาเทศ รวมแล้วมากกว่า 3.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งการบริจาคเงินช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม การออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ การดำเนินโครงการพัฒนา อาทิ โรงสีข้าวชุมชน ศูนย์พัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และศูนย์สาธิตการเพาะเลี้ยงกุ้ง

          สังคมและวัฒนธรรม
           ไทยส่งเสริมความสัมพันธ์และสนับสนุนให้เกิดความใกล้ชิดและความเข้าใจอันดีระดับประชาชนผ่านการดำเนินโครงการสังคมและวัฒนธรรมต่าง ๆ เช่น การดำเนินโครงการหมู่บ้านคู่ขนานของกรมกิจการชายแดนทหาร การอัญเชิญผ้าพระกฐินพระราชทานไปทอดถวายที่วัดในเมียนมาของกระทรวงการต่างประเทศ การปรับปรุงวัดและโรงเรียนในอุปถัมภ์ของวัดฉิ่น ซะลูน พะยาจี (Shiz Zalun Phayagyi Monastery) เมืองทวายในภาคตะนาวศรี ดำเนินการโดยสมาคมไทย - พม่า เพื่อมิตรภาพ 

           ไทยและเมียนมาสถาปนาความสัมพันธ์เมืองพี่น้องแล้ว 4 คู่ ได้แก่ จ.เชียงใหม่กับเมืองเชียงตุง จ.ระนองกับเมืองเกาะสอง จ.ประจวบคีรีขันธ์
กับเมืองมะริด และ จ.แม่ฮ่องสอนกับเมืองลอยก่อ โดยหน่วยงาน
ที่เกี่ยวข้องของไทยอยู่ระหว่างการผลักดันความสัมพันธ์เมืองพี่น้องคู่ใหม่เพิ่มเติม
ได้แก่ กรุงเทพฯ กับ
กรุงเนปยีดอ  จ.กาญจนบุรีกับเมืองทวาย จ.ตากกับเมืองเมียวดี จ.เชียงรายกับเมืองท่าขี้เหล็ก และ จ.เชียงรายกับรัฐฉาน