ความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างไทยกับอินโดนีเซีย

อินโดนีเซีย

ความสัมพันธ์ทวิภาคีกับไทย

ภาพรวม

ไทยและอินโดนีเซียสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2493 โดยปี 2563 เป็นปีที่ครบรอบ 70 ปี ของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน  ในภาพรวม ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับอินโดนีเซียราบรื่น มีการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูงเป็นประจำ มีความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการศึกษาในหลายมิติ ในเวทีพหุภาคี อินโดนีเซียให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้มแข็งให้แก่อาเซียนและการเป็นศูนย์กลางของอาเซียนในภูมิภาค และเป็นพันธมิตรที่สำคัญของไทยในเวทีระหว่างประเทศในหลายกรอบความร่วมมือ

ด้านการเมือง

ไทยและอินโดนีเซียมีกลไกความร่วมมือทวิภาคีที่สำคัญ 2 กลไก ได้แก่

               (1) การประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคี (Joint Commission - JC) ไทย - อินโดนีเซีย โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสองประเทศเป็นประธานร่วม

               (2) การประชุมคณะกรรมการระดับสูงไทย - อินโดนีเซีย (High Level Committee - HLC) ซึ่งเป็นกลไกส่งเสริมความร่วมมือด้านความมั่นคงและการทหาร โดยมีผู้บัญชาการทหารสูงสุดของสองประเทศเป็นประธานร่วม
               นอกจากนี้ หน่วยงานด้านความมั่นคงของไทยและอินโดนีเซียยังมีการแลกเปลี่ยนการเยือนและความร่วมมือระหว่างกันอย่างใกล้ชิดในด้านต่าง ๆ เช่น ด้านการข่าว การต่อต้านการก่อการร้าย
การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ และการปราบปรามยาเสพติด

ด้านเศรษฐกิจ

 การค้า

              ในปี 2562 อินโดนีเซียเป็นตลาดส่งออกอันดับ 3 ของไทยในอาเซียน (รองจากเวียดนามและมาเลเซีย) และอันดับ 8 ในโลก สินค้าส่งออกที่สำคัญของไทย ได้แก่ (1) รถยนต์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ (2) เม็ดพลาสติก และ (3) น้ำตาลทราย และอินโดนีเซียเป็นแหล่งนำเข้าอันดับ 3 ของไทยในอาเซียน (รองจากมาเลเซียและสิงคโปร์) และเป็นอันดับ 9 ในโลก สินค้าสำคัญที่ไทยนำเข้า ได้แก่ (1) น้ำมันดิบ (2) ถ่านหิน และ (3) ส่วนประกอบและอุปกรณ์
ยานยนต์  โดยมีมูลค่าการค้าระหว่างกันรวม 16
,331 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงจากปีก่อนหน้าร้อยละ 10.28 เป็นการนำเข้า 7,232 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ลดลงร้อยละ 9.06) และส่งออก 9,098 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ลดลงร้อยละ 11.22) ไทยได้เปรียบดุลการค้า 1,866 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

              

การลงทุน  
               ภาคเอกชนไทยให้ความสนใจไปลงทุนในอินโดนีเซียอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากอินโดนีเซียมีตลาดที่ใหญ่ ทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ ค่าจ้างแรงงานไม่สูงนัก และมีศักยภาพในการเจริญเติบโตสูง อุตสาหกรรมสำคัญ เช่น อุตสาหกรรมเกษตร การผลิตน้ำตาล ห้างสรรพสินค้า ธนาคาร พลังงานไฟฟ้า และเหมือง ในปี 2562 ไทยลงทุนในอินโดนีเซียมูลค่า 342.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงจากปี 2561 ร้อยละ 13.5 ขณะที่อินโดนีเซียเข้ามาลงทุนในไทยเป็นอันดับ 8 มูลค่าประมาณ 8,602 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ร้อยละ 21 โดยส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในกิจการขนส่งทางอากาศ
ล่าสุด ทั้งสองประเทศได้
ลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในสาขาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2562

               

การท่องเที่ยว

               ในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวชาวอินโดนีเซียมาเยือนไทยจำนวนมาก โดยในปี 2562 มีจำนวน 709,613 คน (เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.18 จากปี 2561) และมีนักท่องเที่ยวไทยไปอินโดนีเซียจำนวน 122,252 คน (เพิ่มขึ้นร้อยละ 14.77 จากปี 2561) สถานที่ท่องเที่ยวของไทยซึ่งเป็นที่นิยม อาทิ ชายหาดฝั่งทะเลอันดามัน สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติในภาคเหนือ และศูนย์การค้าในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะในย่านประตูน้ำ - ราชประสงค์ ในขณะที่สถานที่
ท่องเที่ยวของอินโดนีเซียซึ่งเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวชาวไทย อาทิ เกาะบาหลี เกาะลอมบ็อก ภูเขาไฟโบรโม และบุโรพุทโธในเกาะชวา

ด้านอื่นๆ

การศึกษา

               ไทยและอินโดนีเซียมีความร่วมมือด้านการศึกษา โดยรัฐบาลอินโดนีเซียได้มอบทุนการศึกษาแก่นักเรียนและนักศึกษาไทยมุสลิมใน จชต. และจังหวัดอื่น ๆ ผ่านหน่วยงานภาครัฐและองค์กรศาสนาอิสลามอินโดนีเซียที่เกี่ยวข้อง 4 แห่ง ได้แก่ (1) Muhammadiyah (2) Nahdlatu Ulama (3) กระทรวงกิจการศาสนาอินโดนีเซีย และ (4) กระทรวงการวิจัย เทคโนโลยี และการอุดมศึกษาอินโดนีเซีย โดยเปิดโอกาสให้เยาวชนไทยที่จบการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายไปศึกษาต่อระดับมหาวิทยาลัยในสาขาต่าง ๆ ทั้งนี้ อินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีนักเรียนและนักศึกษามุสลิมไทยไปศึกษาเป็นจำนวนมาก (ประมาณ 1,900 คน) จัดเป็นอันดับที่ 2 รองจากอียิปต์


การต่างประเทศ

               รัฐบาลอินโดนีเซียมุ่งดำเนินนโยบายต่างประเทศเพื่อปกป้องอธิปไตย โดยเฉพาะการเจรจาเขตแดนทางทะเลและทางบก และเพื่อตอบสนอง
ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจแห่งชาติ โดยเฉพาะการดูแลและคุ้มครองคนชาติ การส่งเสริมการทูตเชิงเศรษฐกิจ (โดยเน้นตลาดใหม่ในภูมิภาคแอฟริกา
เอเชียใต้และเอเชียกลาง และละตินอเมริกา) การขยายตลาดอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ป้องกันประเทศ และการปกป้องสินค้าน้ำมันปาล์มซึ่งเป็นสินค้ายุทธศาสตร์ของอินโดนีเซียจากการถูกกีดกันโดยสหภาพยุโรป

               อินโดนีเซียให้ความสำคัญกับ (1) ความร่วมมือทางทะเลเพื่อสนับสนุนวิสัยทัศน์การพัฒนาอินโดนีเซียให้เป็นแกนอำนาจทางทะเล (2) การพัฒนาแนวคิดอินโด - แปซิฟิกในกรอบอาเซียน (3) ความมั่นคงระหว่างประเทศ อาทิ สถานการณ์ในรัฐยะไข่ กรณีอิสราเอล - ปาเลสไตน์ และการ
เสริมสร้างสันติภาพในอัฟกานิสถานซึ่งอินโดนีเซียมุ่งเน้นความเป็นผู้นำในการดูแลชาวมุสลิมในฐานะประเทศที่มีประชากรมุสลิมมากที่สุดในโลก   

               ในกรอบสหประชาชาติ อินโดนีเซียดำรงตำแหน่งสมาชิกไม่ถาวรในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) วาระปี 2562 - 2563 โดยให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพแก่ภารกิจกองกำลังรักษาสันติภาพของ UN การปกป้องพลเรือนในกรณีความขัดแย้งทางอาวุธ และความร่วมมือในการต่อต้านการก่อการร้าย นอกจากนี้ อินโดนีเซียยังดำรงตำแหน่งสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNHRC) วาระปี 2563 - 2565 โดยจะผลักดันผลประโยชน์ของประเทศกำลังพัฒนาในประเด็นความร่วมมือด้านสิทธิมนุษยชนและการส่งเสริมบทบาทสตรี รวมทั้งส่งเสริมให้ UNHRC เป็นองค์กรที่มีประสิทธิภาพและโปร่งใส

 

แนวโน้มความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับอินโดนีเซีย

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับอินโดนีเซียดำเนินต่อไปอย่างฉันมิตรดังเช่นที่เป็นมา โดยทั้งสองประเทศมีความร่วมมือในด้านการต่อต้านการก่อการร้ายข้ามชาติ การปราบปรามยาเสพติด ความร่วมมือทางทะเล การส่งเสริม การค้าการลงทุนในสาขาอุตสาหกรรมเกษตร ประมง อาหาร ฮาลาล เศรษฐกิจดิจิทัล และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ตลอดจนสนับการสนุนซึ่งกันและกันในเวทีระหว่างประเทศ